บทความ >> นานาสาระ
เรื่องของ CD กับ DVD

วันที่ 5 พ.ย. 2558 )
 
เรื่องของ CD กับ DVD
ในโลกของสื่อบันทึกข้อมูลาพ และเสียงในยุคดิจิตอลอย่างปัจจุบัน สื่อบันทึกข้อมูลที่ดีที่สุดในขณะนี้คงไม่มีใครไม่ยอมรับ ดีวีดี (DVD ย่อมาจาก Digital Versatile Disk หรือ Digital Video Disk)

รู้จักกับแผ่นดีวีดีกันก่อน
แผ่นดีวีดีนั้น ดูๆ ไปมันก็ไม่ต่างไปจากแผ่นซีดี เพียงแต่ว่ามันมีความจุที่มากกว่ามากๆ โดยมาตรฐานของแผ่นดีวีดีแล้ว มันจะมีความจุมากกว่าแผ่นซีดีถึงเจ็ดเท่าทีเดียว ซึ่งด้วยขนาดความจุที่มากมายขนาดนี้นี่เอง ที่ทําให้แผ่นดีวีดีสามารถที่จะบันทึกข้อมูลาพยนตร์ที่เข้ารหัสแบบ MPEG-2 ได้เต็มๆ ซึ่งลักษณะของาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดีนั้นมีดังนี้ articles: cd.dvd1.jpg

o สามารถบันทึกข้อมูลวิดีโอที่ความละเอียดสูงได้ถึง 133 นาที
o การบีบอัดของวิดีโอในรูปแบบ MPEG-2 นั้นมีอัตราส่วนอยู่ที่ 4:0:1
o สามารถมีเสียงในฟิล์มได้มากถึง 8 าษา โดยมีระบบเสียง 5.1 Channel
Dolby Digital Surround Sound (เสียงรอบทิศทาง)
o มีคําบรรยาย (Subtitle) ได้มากสูงสุดถึง 32 าษา
o าพยนตร์ดีวีดีบางแผ่นนั้น สามารถเปลี่ยนมุมกล้องได้ด้วย (Multiangle)
o ทําาพนิ่งได้สมบูรณ์เหมือนาพสไลด์
o ควบคุมระดับสิทธิการเล่น (Parental Lock.)
o มีรหัสพื้นที่ใช้งานเฉพาะพื้นที่กําหนด (Regional Codes.)
ขนาดร่องบันทึกสัญญาณ (track pitch) และขนาดรหัสข้อมูลที่บันทึกของ DVD ขนาดเล็กกว่า CD ครึ่งหนึ่งทําให้ DVD สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า CD

articles: cd.dvd2.jpg


โครงสร้างของ DVD5 มีลักษณะายนอก ขนาด รูปร่าง เหมือนกับ CD แต่ลักษณะายใน DVD ในส่วนที่เก็บข้อมูลจะอยู่ที่กึ่งกลางของความหนาของแผ่น คือที่ความหนาที่ 0.6 มิลิเมตร มีความจุในการเก็บข้อมูล 4.7 GBytes เรียกแผ่น DVD แบบนี้ว่า Single sided single layer (4.7 GB) เล่นได้ 133 นาที

articles: cd.dvd3.jpg


DVD แบบที่ 2 เป็นแบบชนิดหน้าเดียวบันทึกข้อมูลได้ 2 ชั้น เรียกว่า DVD 9 single sided dual layer มีความจุในการเก็บข้อมูล 8.5 GBytes เล่นได้นาน 241 นาที

articles: cd.dvd4.jpg


DVD แบบที่ 3 เป็นแบบชนิดสองหน้า บันทึกข้อมูลได้หน้าละ 1 ชั้น เรียกว่า DVD 10 double sided single layer มีความจุในการเก็บข้อมูล 9.4 GBytes เล่นได้นาน 266 นาที

articles: cd.dvd5.jpg


DVD แบบที่ 4 เป็นแบบชนิดสองหน้า บันทึกข้อมูลได้หน้าละ 2 ชั้น เรียกว่า DVD 17 double sided dual layer มีความจุในการเก็บข้อมูล 17 GBytes เล่นได้นาน 482 นาที

articles: cd.dvd6.jpg


เปรียบเทียบแผ่นดีวีดีกับแผ่นซีดี
ปัจจัยที่ทําให้แผ่นดีวีดีนั้นมีความจุสูงกว่าแผ่นซีดีมีอยู่สามหัวข้อหลักๆ ก็คือ
ความหนาแน่นของข้อมูลที่มากกว่า
การบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นดีวีดีนั้นมีระยะห่างระหว่างแทร็คของข้อมูลที่น้อย มาก แถมยังมีขนาดของ pit ที่เล็กมากๆ ด้วย มาลองเปรียบเทียบกันกับแผ่นซีดี ลองคํานวณกันง่ายๆ ว่าความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นมาขนาดนี้ ช่วยให้แผ่นดีวีดีมีความจุเพิ่มได้เท่าไหร่ เริ่มจากระยะระหว่างแทร็คที่เล็กกว่า 2.16 เท่า และความยาวของ pit ที่สั้นกว่าอีก 2.08 เท่า ซึ่งเมื่อนํามาคูณกันแล้ว จะได้ประมาณ 4.5 เท่า แสดงว่าแผ่นดีวีดีนั้นมีพื้นที่สําหรับการเก็บ pit มากกว่าแผ่นซีดีถึง 4.5 เท่า และหมายถึงความจุที่มากกว่าแผ่นซีดี 4.5 เท่า Overhead ที่น้อยกว่า
ในรูปแบบของแผ่นซีดี จะมีข้อมูลพิเศษที่ถูกเข้ารหัสเอาไว้บนแผ่นดิสก์เพื่อใช้ในการ แก้ไขข้อมูลในกรณีที่ผิดพลาด (Error Correction) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จริงๆ แล้วก็คือข้อมูล ที่มีอยู่แล้วบนแผ่นดิสก์นั่นเอง... สําหรับวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดที่ใช้กันอยู่ในแผ่นซีดี นั้นค่อนข้างจะเก่า และมีประสิทธิาพสู่วิธีที่ใช้กันในแผ่นดีวีดีไม่ได้เลย โดยเจ้าแผ่นดีวีดีนั้นไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่มากนักในส่วนของการแก้ไขข้อผิด พลาด ซึ่งส่งผลให้มีเนื้อที่ในการบันทึกข้อมูลจริงๆ มากกว่า
การบันทึกข้อมูลลงในเลเยอร์หลายๆ เลเยอร์
ในแผ่นซีดีนั้น การบันทึกข้อมูลจะกระทําบนเลเยอร์เดียว แต่สําหรับแผ่นดีวีดี การบันทึกข้อมูลสามารถทําได้ถึง 2 เลเยอร์ และสองด้านของแผ่น ซึ่งรวมๆ แล้วก็นับเป็น 4 เลเยอร์ทีเดียว อาจจะแปลกใจอยู่บ้าง ที่ความจุไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งๆ ที่เราได้บันทึกข้อมูลเพิ่มจากเดิมเลเยอร์เดียว เป็นสองเลเยอร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อ ทําเลเยอร์เป็นสองชั้นแล้ว ความยาวของ pit นั้นต้องมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการรบกวนกันระหว่างเลเยอร์ซึ่งจะ ทําให้เกิด ข้อผิดพลาดเวลาเล่นดิสก์
แบบของวิดีโอบนแผ่นดีวีดี
ถึงแม้ว่าขนาดความจุของดีวีดีนั้นจะมีมากมายก็ตาม แต่หากว่าเราจะทําการบันทึกข้อมูลาพยนตร์ซักเรื่องลงไปโดยไม่มีการบีบอัดใดๆ เลย รับรองได้ว่าไม่มีทางพอ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็ต้องทําการบีบอัดข้อมูลมันเสียก่อน แล้วค่อยบันทึก... สําหรับการบีบอัดข้อมูลของแผ่นดีวีดีนั้น ใช้การเข้ารหัสเป็นรูปแบบของ MPEG-2 แล้วจึงค่อยเก็บข้อมูลวิดีโอนั้นลงในแผ่นดิสก์ ซึ่งรูปแบบ MPEG-2 นั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรฐานสากล โดยปกติแล้าพยนตร์ทั่วๆ ไปจะมีอัตราความเร็วของการฉายอยู่ที่ 24 เฟรมต่อวินาทีซึ่งหมายความว่าในหนึ่งวินาทีนั้นจะมีาพทั้งหมด 24 าพถูกฉายออกมา... ตัวเข้ารหัส MPEG จะทําการตรวจสอบแต่ละเฟรม แล้วก็ตัดสินใจว่าจะเข้ารหัสอย่างไรดี โดยแต่ละเฟรมนั้นสามารถถูกเข้ารหัสเป็นแบบใดแบบหนึ่งได้ ใน 3 แบบต่อไปนี้
o แบบ Intraframe ซึ่งจะมีข้อมูลของาพที่สมบูรณ์ของเฟรมนั้นๆ เลย วิธีนี้จะบีบอัดข้อมูล ได้น้อยที่สุด
o แบบ Predicted frame จะมีข้อมูลแค่เพียงพอที่จะบอกเครื่องเล่นดีวีดีว่า จะแสดงาพออกมาอย่างไร โดยมีพื้นฐานจากเฟรมที่ถูกเข้ารหัสแบบ Intraframe หรือ Predicted frame ที่ผ่านมาล่าสุด พูดง่ายๆ ก็คือเฟรมปัจจุบันจะมีเพียง ข้อมูลอ้างอิงว่าเฟรมใน ปัจจุบันนี้มีอะไรบ้าง ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเฟรมที่ผ่านมา
o แบบ Bidirectional frame จะใช้ข้อมูลของเฟรมที่เข้ารหัสแบบ Intraframe และ Predicted frame ที่อยู่รอบๆ มาใช้คํานวณหาจุดที่ตั้ง และสีของแต่ละพิกเซล ของรูปาพแต่ละส่วนในเฟรมชนิดของฉาก (Scene) ที่จะถูกเข้ารหัสจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเจ้าอุปกรณ์เข้ารหัส ว่าจะใช้รูปแบบของเฟรมแบบไหนดี อย่างเช่นถ้าเป็นการรายงานข่าว ก็อาจจะใช้รูปแบบ Predicted frame มากหน่อย เพราะว่าในฉากแบบนี้ การเปลี่ยนรูปจากเฟรมหนึ่งไปเป็นอีกเฟรมจะไม่ค่อยมีการ เปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ แต่หากเป็นฉากแอ็คชันแบบบู๊สุดๆ ละก็ การเปลี่ยนรูปจากเฟรมหนึ่งไป เป็นอีกเฟรมก็จะมีรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงมาก และนั่นทําให้อุปกรณ์เข้ารหัสเลือกที่จะใช้รูปแบบเฟรม อย่าง Intraframe

articles: cd.dvd7.gif

จากข้อมูลเปรียบเทียบ Laserdisc, Video CD, SVCD (Super VCD) และ DVD-Video จะเห็นได้ว่า DVD-Video มีคุณาพรายละเอียดขนาดาพสูงสุด คุณาพของาพดีมาก ด้านเสียง มีระบบเสียงรอบทิศทาง และให้เลือกได้ 8 าษา เล่นสัญญาณโทรทัศน์ได้นานกว่า 133 นาที (DVD5) รายละเอียดของาพ DVD-Video เมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาณโทรทัศน์มาตรฐาน PAL และ NTSC

articles: cd.dvd8.jpg
สัญญาโทรทัศน์ PAL 625 เส้น รายละเอียดของาพในแนวนอนจะมองเห็น 576 เส้น ส่วน 49 เส้นที่มองไม่เห็น จะเป็นส่วนที่ใช้ในการควบคุมสัญญาณาพ ต่อ 1 าพ และขนาดจอาพอัตราส่วน 4:3 ดังนั้นรายละเอียดของาพทางแนวตั้งเราจะมองเห็น 768 เส้น รายละเอียดทั้งหมดที่มองเห็น 576 x768=442368 จุด ในจอโทรทัศน์ 1 จุดประกอบด้วย 3 จุดสี (เขียว แดง น้ำเงิน) ส่วน DVDVideo (MPEG2) เมื่อใช้กับจอาพคอมพิวเตอร์ ในระบบ PAL จะเห็นรายละเอียดของาพ 576 x 720=414720 จุด และระบบ NTSC จะเห็นรายละเอียดของาพ 480 x 720=345600 จุด สาเหตุที่รายละเอียดของาพ DVD-Video ต่างจากมาตรฐานสัญญาณาพโทรทัศน์ เนื่องจากผู้ออกแบบระบบต้องการใช้ข้อมูลาพ DVD-Video เพียงขอมูลเดียวในการที่จะเปลี่ยนระบบสัญญาณโทรทัศน์ในระบบ PAL และ NTSC ส่วน Video CD (MPEG1)จะมีรายละเอียดของาพน้อยกว่า คือ ในระบบ PAL 288 x576 พิกเซล ในระบบ NTSC 240 x 248 พิกเซล
ระบบเสียงรอบทิศทาง Channel Dolby Digital Surround Sound ประกอบด้วยสัญญาณเสียงที่แตกต่างกัน โดยมีลําโพงเสียงแหลม และเสียงกลาง ซ้าย ขวา หน้าและหลัง 4 ชุด และลําโพงตรงกลางเสียงกลางและเสียงแหลม 1 ชุด ส่วนลําโพงอีก 1 ชุด เป็นลําโพงเสียงทุ้ม เมื่อวางตําแหน่งถูกต้องก็จะเกิดมิติของเสียงรอบทิศทางที่เหมือนจริง

articles: cd.dvd9.gif

ควบคุมระดับสิทธิการเล่น (Parental Lock.) การผลิต DVD-Video มาตรฐานจะมีการบันทึกข้อมูลแบ่งระดับของผู้ดูาพยนตร์ โดยแบ่งเป็น G (ทั่วไป), PG (พ่อแม่ควบคุม), PG-13 (เด็กอายุเกิน 13 ปี) R เป็นาพยนตร์มีบทเปลือย และมีเรื่องเกี่ยวทางเพศ อื่น ๆ การควบคุมจะมีการติดตั้งรหัสในโปรแกรมเครื่องเล่น DVD-Player ผู้ที่มีรหัสจึงจะสามารถเปิดดูได้ แต่ปกติทั่วไปผู้ใช้มักไม่สนใจติดตั้งรหัสดังกล่าว ดังนั้นจึงมี DVD-Video ส่วนมากมักไม่มีการกําหนด Parental Lock ซึ่งถ้าเป็น DVD-Video มาตรฐาน ที่กล่องจะบอกรายระเอียดทั้งหมด เช่น PG-13, Language : English 5.1, Thai 5.1(เสียงรอบทิศทาง) Subtitle : English, Thai, Mandarin, Cantoness,Bahasa, Korean บอกขนาดาพ Widescreen Version 16:9

articles: cd.dvd10.jpg

มีรหัสพื้นที่ใช้งานเฉพาะพื้นที่กําหนด (Regional Codes.) ในการผลิต DVD-Video มีการออกแบบให้มีลิขสิทธิ์การเล่นในเฉพาะพื้นที่ โดยแบบประเทศในโลกนี้เป็น 6 กลุ่ม การจําหน่าย DVD-Video ในพื้นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับเครื่องเล่นในพื้นที่ หากนํา DVD-Video นอกพื้นที่มาเล่น เครื่องเล่นก็จะไม่ทํางาน นอกจากนั้นยังมีโปรแกรมป้องกันการทำซ้ำ ก๊อปปี้แผ่นด้วย แต่ปัจจุบันนี้มีเครื่องเล่นที่ผลิตจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (made in china) จะเป็นแบบ ALL ZONE คือใช้ได้ทุกพื้นที่ และการก๊อปปี้แผ่นก็ทําได้ง่าย

articles: cd.dvd11.jpg


articles: cd.dvd12.jpg

DVD ที่มีใช้งานในขณะนี้ นอกจากจะเป็น DVD-Video แล้วก็ยังมีการใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น DVD Audio คุณาพด้านเสียงดีกว่า CD-DA (Compact Disc Digital Audio) และสามารถเล่นในระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 Channel Dolby Digital Surround Sound DVD-R สามารบันทึกข้อมูลได้ และ DVDRW สามารถบันทึกข้อมูลซ้ำหลายครั้ง นอกจากนั้น DVD-RAM มีควาสามารถบันทึกซ้ำได้หลาย ๆ ครั้งมีคุณสมบัติคล้ายกับ Hard disk ของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ใช้คุณสมบัติการอ่านอ่านข้อมูลเป็นระบบแสงส่วน Hard disk ใช้ระบบอ่านข้อมูลเป็นระบบ แม่เหล็ก นอกจากเครื่องเล่น DVD-Video แล้ว อุปกรณ์ในการใช้งานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ DVD-ROM ก็เป็นอุปกรณ์ สําคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ใน ปัจจุบัน เพราะ DVD-ROM จะสามารถอ่านข้อมูล เสียง หรือาพ ได้จากแผ่น CD หรือ DVD ซึ่งในอนาคตเครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะมี Drive ที่จําเป็นที่สุด คือ DVD-ROM ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีลักษณะทํางานคล้าย ๆ กับ CD และ DVD คือ MD (MiniDisc) แผ่นมีขนาดเล็กกว่า บรรจุอยู่ในกล่อง สามารถเล่นบันทึกเสียงได้ การทํางานใช้ระบบแสง และระบบแม่เหล็ก การเข้ารหัสสัญญาณเสีย
จำนวนคนอ่าน 5036 คน จำนวนคนโหวต 0 คน